~~~ Mediterranean Cruise ~~~ สองพี่น้อง ท่องยุโรป ตอน Venice

สวัสดีครับ

ผมชื่อจอนจอน อายุ 3 ขวบ

วันนี้ ผมจะพา เที่ยวยุโรป

ทริปที่พ่อกับแม่คิดกันอยู่นาน ว่าจะไปเมืองไหนดี ทั้ง search เน็ต อ่านไกด์บุ๊ค อ่าน + ถามพันทิป

บอกตามตรงว่า เรื่องมากสุดๆครับ ผมได้ยิน อะไรนะ Provence ร้อนไป Annecy หนาวไป เรือลำนี้ไม่เหมาะกับเด็ก  ฯลฯ

ในที่สุดก็ลงตัว จัดทริปไปเที่ยว Provence & อิตาลี ได้สำเร็จ

โดยเราเที่ยวเองหนึ่งอาทิตย์ แล้วไปขึ้น MSC Cruise ที่เมือง Marseille ประเทศ ฝรั่งเศส โดยพาคุณตาคุณยายและคุณน้าผมไปขึ้น Cruise ด้วย (ไปช่วยเลี้ยงผมกับน้องล่ะสิ ผมรู้ทันน่า)

เรือที่เราจะขึ้น มีชื่อว่า MSC Preziosa เป็นเรือใหม่เอี่ยมเพิ่งสร้างเสร็จ พวกเราเป็นกลุ่มแรกที่จะได้ขึ้นไปใช้บริการเรือสุดหรูนี้เลยล่ะครับ

Day 01-04: Venice
Day 05: Venice – Marseille – Aix-en-Provence – Avignon
Day 06: Avignon
Day 07: Gordes – L’isle-sur-la-sorgue - Roussillon
Day 08: St.Remy – Marseille
Day 09: Portofino
Day 10: Pompeii
Day 11: Taormina, Sicily

_________________________________

เหินฟ้าไปอิตาลีกับ Lufthansa (รึเปล่า!?)

“วันนี้เราจะไปขึ้น Big Airplane กันแล้วนะจ๊ะ” มามี้ปลุกผมแต่เช้า

วันนี้เป็นวันสุดท้ายของ Big Family Trip กับคุณปู่คุณย่า คุณอาๆ สุดเลิฟของผม

ออกมาเที่ยวหลายวัน ผมชักอยากจะกลับบ้านเสียแล้ว ไม่อยากนอนโรงแรมแล้วครับ

แต่มามี้บอกว่า เดี๋ยวไปยุโรปก่อน แล้วค่อยกลับบ้าน

 

ขณะที่ผมยังงัวเงียๆ พวกเราแพ็กกระเป๋าออกเดินทางไป Airport ของ แอลเอ เพื่อบินไป Venice, Italy

ระหว่างทาง แวะเอายาของแด๊ดดี้

แด๊ดดี้เช็คแล้วเห็นว่าสาขาใกล้บ้านไม่มียา ต้องไปเอาอีกสาขาหนึ่ง

พอไปถึงปรากฏว่าเค้าบอกว่าไม่มี ต้องไปเอาอีกสาขาอีกที

หลังจากขับรถไปมา และก็รอเกือบชั่วโมง

เราก็ออกเดินทางต่อ เพื่อไป LAX Airport ใจก็คิดว่าโชคดีที่เมื่อคืนเช็คอินเรียบร้อยแล้ว มีอีเมล์มาคอนเฟิร์มว่ามี Mobile Boarding Pass ของทุกคน และให้ไป drop กระเป๋าอย่างช้าสุดหนึ่งชั่วโมงก่อนเครื่องออก

พอไปถึง Lufthansa ตอนแรกเค้านึกว่าเราเป็น First-Class ก็โอเค

แต่พอเห็นว่า Economy อ้าว…งั้นต้องถาม Superviser ก่อนนะ ว่ายังให้ขึ้นไหม

สักพักพนักงานก็บอกว่า Supervisor ไม่ให้ขึ้น Gate อยู่ไกล เรามีเด็กด้วย มีกระเป๋าด้วย ไปไม่ทันหรอก…

ทั้งๆที่เหลืออีกตั้งชั่วโมง แต่เค้าก็ยืนยันว่า ปิดไปตั้งแต่ 90 นาที ก่อนเครื่องออกแล้ว

ไม่ว่าเราจะโชว์อีเมล์ว่าเราเช็คอินล่วงหน้าแล้วเท่าไหร่ เค้าก็บอกว่า แต่ในระบบเค้า เค้าไม่เห็น!

หลังจากวุ่นวายอยู่นาน งงๆ และมีคนมาตกเครื่องบินเป็นเพื่อนอยู่เพิ่มอีก

โทร.ไปถามศูนย์กลาง เค้าบอก อ้อ ยูไปได้ ถ้าจ่ายเพิ่ม $5,000 !?

สรุปคือ … เราก็ตกเครื่อง Lufthunsa ไปนะครับ !!! ทริปของผมจบแต่เพียงเท่านี้ … สวัสดี

เอ้ย…

จริงๆแล้ว เราไปที่เคาน์เตอร์ United Ticketing พยายามหาคนหน้าตาใจดี และก็ได้พนักงานชื่อ ฟรีนี่ ใจดีและฟรีสมชื่อ จัดให้เราเปลี่ยนจาก Lufthansa ไป Swiss Air แทน แบบง่ายๆสบายๆ ไม่เสียเงินเพิ่ม

Tip: ไม่ว่าพนักงานสายการบินจะบอกคุณว่าอะไร อย่ารีบยอมแพ้ พนักงานบางคนบอกทำไม่ได้แน่นอน บางคนบอกทำได้ บางคนให้ บางคนไม่ให้

เราได้ข้อสรุปว่า Lufthansa นั้น overbooked ตอนที่เราไปถึง เค้าคงเอาที่นั่งเราให้คนอื่นไปแล้ว และ flight เต็มแล้ว เค้าก็เลยปิด…ใครมาหลังจากนี้ ก็อดไป ต้องไป flight วันถัดไปแทน …

สนามบิน&

ณ สนามบิน…เกือบอดไปค่า

กลายเป็นโชคดีนะครับ

เราไปคืนรถ กินข้าวเย็นสบายๆ ได้บริการที่ดีเยี่ยมจาก Air Swiss

ได้ที่นั่งดีมาก เป็นที่ที่ leg room เยอะพิเศษ ติดกับ Business Class และมี baby bassinet ให้น้องนอนด้วย (ถ้าไป Lufthansa ได้ที่ตรงกลาง 3 ที่ ขยับไปไหนไม่ได้เลย ต้องเอาน้องนั่งตักตลอดไฟลท์)

ที่สำคัญ…เราได้ free babysitting service on board!

อะ…ล้อเล่นครับ … ตอนแรก ที่นั่งเราแยกออกจากกัน

แต่คนที่นั่งคั่นเรา ชื่อ สตีเฟ่น เค้ายอมย้ายไปที่ window seat … ให้พวกเรานั่งติดกัน

แล้วเค้าก็ชวนผมคุยสนุกสนาน ผมก็ช่างจ้ออยู่แล้ว สักพักผมก็ไปนั่งกับเค้าเองเลย ไปนั่งเล่นของเล่นที่พนักงานเอามาแจก เค้าก็เล่นกับผมใหญ่เลย

สตีเฟ่นสอนภาษาเยอรมันให้ผมด้วย ผมก็สอนภาษาอังกฤษเค้า

มามี้แด๊ดดี้ที่กำลังเหนื่อยอย่างถึงที่สุด ก็เลยได้นั่งพักหลายเฮือก

ผลบุญที่สตีเฟ่นทำ ทำให้เค้าได้รับการอัพเกรดไปนั่ง Business Class เพราะพนักงานคงจะเห็นใจ และ Swiss Air ก็คงจะเน้นให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดี

________________________________

ห้องรับแขกแห่งยุโรป

เราไปถึงเวนิส เวลาค่ำแล้ว ฝนก็ตกด้วย เราขึ้น Water Taxi ไปยัง Ca’ Del Fontego ซึ่งเป็นบ้านพักริม Grand Canal ที่เราเช่าไว้

ตอนแรกมามี้นึกภาพตามที่คนรีวิวได้บรรยายเอาไว้ ว่านั่งเรือมาเทียบท่าหน้าคฤหาสอันหรูหราริม Grand Canal แล้วเปิดประตูหนาหนักอายุหลายร้อยปี เดินเข้าคฤหาส ดั่งฉากในหนัง James Bond 007

แต่เปล่าเลยครับ เนื่องจากน้ำขึ้นสูง เรือเทียบท่าหน้าตึกไม่ได้ จึงต้องอ้อมไปส่งเราด้านหลัง … พวกเราเลยต้อง ลากๆๆๆๆ กระเป๋าหลายใบ ไปตามตรอกเล็กๆ ขึ้นลงสะพาน ฝ่าน้ำเจิ่งนอง ยามค่ำคืน เพื่อไปเข้าทางด้านหลัง

ทำเอาพวกเราสงสัยกันว่า คฤหาสต์ เรา จะเป็นอย่างไรน้อ…

Ca’ Del Fontego เป็นอพาร์ตเม้นท์ส่วนหน้าของคฤหาสต์เก่าแก่ของเวนิส ที่อยู่ติดกับ Natural History Museum  โดยห้องของเราอยู่ชั้น ground floor ซึ่งสมัยก่อนเค้าเอาไว้เก็บของ (แหะๆ)

ส่วนพวกเจ้านายจะอยู่ชั้นหนึ่งกับชั้นสอง (เทียบได้กับชั้น 2-3 ของไทย) จะได้ไม่ต้องหนีน้ำท่วม

ส่วนห้องใต้หลังคา จะเป็นที่อยู่บ่าวไพร่

สำหรับเราแล้ว ชั้น Ground Floor นี่วิวดี สัมผัสเวนิสอย่างแท้จริง นั่งอยู่ในห้องมองออกไปก็เห็นเรือแล่นไปมา โดยไม่ต้องเดินไปที่หน้าต่างแล้วมองลงมา :)

นี่คือวิว Grand Canal จากห้องนั่งเล่นของพวกเราครับ

ห้องเรา ใหญ่ทีเดียว มีขนาดประมาณ 100 ตารางเมตร มีส่วนที่นอนได้ 2 ส่วน แต่มีห้องน้ำถึง 3 ห้อง มีเครื่องซักผ้า และ ครัว พร้อม

เจ้าของห้องเป็นศิลปิน จึงมีรูปวาดที่เจ้าของวาดเอง ติดตามผนังห้อง อย่างสวยงาม

มาถึงพวกผม ก็รีบอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า ขึ้นเตียงนอนทันที

เขา renovate ห้องเก่าหลายร้อยปีซะใหม่เอี่ยม โดยยังคงรักษาความงามที่มีมาแต่ดั้งเดิมเอาไว้ เช่นอิฐเปลือย (ของแท้ อายุหลายร้อยปี แต่กัดและทาสี ให้เข้ากับโทนอ่อนๆของห้อง – สวยมาก) และ wooden beam คานไม้บนเพดาน ให้ความรู้สึกโบราณสะใจ แต่ก็สะดวกสบายโมเดิร์นและหรูหราไปในคราเดียวกัน

ห้องน้ำก็มี Turkish Bath ซึ่งคือ steam sauna ให้ด้วย

สรุปคือพวกผมชอบมากๆ ไม่ผิดหวังเลยครับ มามี้บอกว่า สวยกว่าที่คาดไว้ซะอีกแฮะ

_________________________________________________

คืนแรกนั้นเรายังปรับเวลากันไม่ค่อยจะได้ โดยเฉพาะผมกับน้องฟ้าใส หลับๆตื่นๆ แต่พอเช้าปุ๊บ พวกเราก็ออก explore เมือง ทันที  เป้าหมายในวันนี้คือ จัตุรัส ซาน มาโค่ อันลือเลื่อง

วันที่เราไปเป็นวัน Easter บรรยากาศดูแปลกตาไปกว่าที่ผมเคยมา

เนื่องจากคนท้องถิ่นหยุดงานไปเที่ยว ทำให้ร้านรวงปิดซะเป็นส่วนมาก และคราวนี้เราเลือกพักย่าน Santa Croce (ซานตา โครเช่) ซึ่งเป็นย่านที่คนท้องถิ่นอยู่เยอะ ทำให้เวนิสคราวนี้ ยิ่งเงียบสงบเข้าไปอีก

 

 

พวกเราเดินลัดเลาะ ตรอกแคบๆ เลี้ยวซ้ายๆขวาๆ ก็มาโผล่ที่ ท่าเรือข้ามฟาก Traghetto ที่พวกเราหมายมั่น จะข้ามไปขึ้น Vaporetto (รถเมล์น้ำ) แต่ แต่ แต่…

มันปิดค้าบ … แด้ดดี้บอกว่า สงสัยปิดช่วง Easter … เฮ้อ …

พวกเราก็เลยต้องเดินไกลกว่าที่ควรจะเป็น เพื่อไปขึ้น รถเมล์น้ำ Voporetto อีกป้ายนึง

เป็นบทเรียนอีกครั้ง ว่าการมาเที่ยวในช่วงวันหยุด … ฝรั่งเขามักจะปิดร้าน (;_;) ไม่ว่าจะเป็นวันคริสมาสต์ หรือ อีสเตอร์ ก็ตาม

Tip: ใครอยากลองนั่ง Gondola ราคาแค่ 2 ยูโร ก็ลองข้ามฟากด้วย Traghetto ดูนะครับ เป็นเรือพายข้่ามฟากหน้าตาคล้าย Gondola

_______________________________________________

การเดินทางในเวนิส สะดวกสบาย มีแต่เดินๆๆ และก็ขึ้นรถเมล์น้ำ แผนที่ก็ชัดเจน ง่ายต่อการค้นหาที่ๆจะไป และคนแถวนั้นต่างเต็มใจช่วยเหลือ

ที่สำคัญ ไม่ว่าจะเดินไปทางไหน ก็สวยยยยย…ไปหมดทุกมุม พวกเราดูความงามจนไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยจากการเดินไกลๆ   สวยทุกบรรยากาศ ทุกฤดู ทั้งแบบฟ้าใส และแบบมีเมฆหมอก (ได้บรรยากาศอึมครึม เหมือนกลับไปสู่ยุโรปยุคกลางดี) ส่วนผมเอง ก็เพลิดเพลินจากการจับนกพิราบ  หรือที่ผมตั้งชื่อเล่นให้ว่า “พิจี้” ซึ่งตามผมไปทุกหนแห่งเลยแฮะ

เดินๆอยู่ก็วิ่งไล่นก ให้มามี้ กรี๊ดกร๊าดเล่น (จริงๆผมตั้งใจปกป้องมามี้ นะครับ จะไล่นกไปไกลๆ แต่มันดันบินไปหามามี้ซะได้)

ที่นี่รับรอง ไม่มีรถยนต์ให้ต้องกังวล ไม่มีแม้แต่รถส่งของ เพราะแม้แต่ไปรษณีย์ก็ยังใช้เรือไปรษณีย์ครับ

ตลอดทั้งย่าน มีจัตุรัสกว้างๆ เรียกว่า Campo อยู่มากมาย ให้วิ่งเล่น โดยไม่ต้องกลัวตกน้ำ ผมจึงวิ่งเล่นได้อย่างอิสระเสรี

บรรยากาศดี สนุกจริงๆ … รู้สึกเหมือนเป็น Italian Mafia วะ ฮ่ะ ฮ่ะ

และแล้วพวกเราก็มาถึงป้าย Vaporetto สวยเหมือนเมืองในฝัน น้ำและตึกสีสวยสะใจ

Tip ในการซื้อตั๋วก็คือ…

เมื่อมาถึงป้าย ก็รอเรือมา แล้วก็ขึ้นไปเลยครับ จ่ายเงินบนเรือ มีกระเป๋าเรือเมล์เดินเก็บ

สบายจริง ไม่ต้องต่อคิวซื้อตั๋ว

(วิธีเดินทางแบบพวกเราอาจจะไม่ได้ประหยัดที่สุด แต่ยืดหยุ่นสะดวก เหมาะกับคนมีลูกเล็กๆ วุ่นจนไม่สามารถประหยัดสุดๆได้)

 

ทิวทัศน์สองข้างทาง สวยงาม ตระการตา … หากเราสังเกตุแต่ละตึก เราจะสามารถบอกได้นะครับว่า ตึกนี้อายุประมาณกี่ร้อยปีแล้ว เนื่องจากสถาปัตยกรรมซึ่งต่างกันเล็กน้อย สามารถ บ่งบอกยุคว่าสร้างช่วงไหน ใครเป็นใหญ่

เช่น ตึก Natural History Museum นี้ เป็นแบบ Byzantine สมัยศตวรรษที่ 12-13 ซึ่งตุรกีมีอิทธิพลสูงในเวนิส สังเกตุได้จากการมี arch โค้งๆ ติดๆกันตลอดแนว

ตึก Doge’s Palace ที่โด่งดังนี้ เป็นแบบ Gothic ซึ่งหมายความว่ามีมาตั้งแต่สมัย ศตวรรษที่ 13-15 สังเกตุได้จากการที่หน้าต่างมียอดแหลมๆและลวดลายหน้าต่างดูคล้ายๆลูกไม้

ส่วนถ้าตกแต่งเยอะๆเว่อร์ๆ มีเสากรีก-โรมัน แปลว่าไม่ยุค Renaissance ก็ Baroque ช่วงศตวรรษที่ 15-17 เช่นตึกนี้ครับ

ชมวิวเพลินๆ ก็ถึง San Marco แล้วครับ

ย่านที่นักท่องเที่ยวเยอะๆอย่างนี้ ร้านค้ายังคงเปิดตามปกติ มีเพลง The Four Seasons ของ Vivaldi บรรเลงอยู่ตลอดทาง

ผมขอซื้อหน้ากากซะหน่อย จัดไป 5 ยูโร กะจะใส่ไม่ถอดเลย เท่ใช่มั้ยครับ? ^_^

แล้วเราก็พักทานอาหาร มามี้สั่งอะไรซีฟู้ดกุ้งๆนี่แหละ

มามี้ชอบสั่งพวกล็อบสเตอร์ กุ้ง อะไรพวกนี้ แต่มันไม่เคยมาเป็นตัวๆเลยแฮะ มีแต่เศษๆสีแดงๆแบบนี้อะครับ

ร้านนี้ภรรยาเป็นคนไทยนะครับ  คุณน้าโชว์ รถเข็นเด็ก สุดยอดมาก สามารถเข็นขึ้นลงสะพาน สบายสุดๆ ต่างจากรถเข็นของผม ที่เข็นแล้วติดแล้วติดอีก กลายเป็นแด้ดดี้ต้องยกขึ้นลงสะพานตลอด

คราวที่แล้วน่ะ แด้ดดี้มามี้ ก็เอารถเข็นยักษ์ใหญ่ดั่งยานอวกาศ มาที่เวนิสนี่แหละ แล้วพบว่าไม่เวิร์ค คราวนี้เลยเปลี่ยนเป็นรถเข็นจิ๋ว … ก็ไม่เวิร์คอีกแฮะ​…

จริงๆแล้วต้องออกแบบขนาดความยาวของรถเข็น และขนาดล้อ ทำให้สามารถเข็นขึ้นได้พอดีกับขนาดขั้นบันไดส่วนใหญ่ของสะพานที่นี่นะครับ …

เมื่อหนังท้องตึง สักพักผมก็หลับ เนื่องจากปรับเวลายังไม่ได้ ที่อเมริกา ตอนนี้ก็ปาเข้าไปตีสาม…

เราแวะซื้อเสื้อทีม อิตาเลีย แล้วก็กินเจลาโต้ อร่อยมากๆ อร่อยทุกร้าน กินกันทุกวัน ตลอดทริป

ร้านนี้อร่อยครับ อยู่ถนน Nova Strada ย่าน Canneregio

ร้านพิซซ่าตรง Rialto Bridge อร่อยมากๆ ไปเวนิซ 3 รอบ แด้ดดี้มามี้ก็ต้องกลับไปกินร้านนี้

แด้ดดี้มามี้คิดว่า โดยรวม อาหารแถบ Veneto ยังอร่อยสู้แถบ Tuscany ไม่ได้ แต่ผมว่าก็อร่อยนะครับ ดูสิ

ผมชอบ Pizza & Gelato!

ที่แปลกก็คือ ที่นี่ฮิตเอาถุงขยะมาทำเสื้อเสียจริง เดินไปทางไหนก็เป็น เสื้อถุงขยะ

พ่อแม่ผมเลยจัดไปคนละตัว เจ้าถุงขยะ Made in Italy นี่ ตัวละ 250 ยูโร เชียว! แต่มามี้บอกว่าอุ่นและ “เบา” สุดๆ

ย่านช้อปปิ้งที่นี่เยอะมากๆครับ เดินกันหลายวันก็ไม่หมด

เนื่องจากแด๊ดดี้ใส่ Crocs มานานเป็นปีแล้ว จึงได้เวลาซื้อรองเท้าใหม่ หนังนิ่ม Made in Italy … แม่ผมจึงได้อานิสงค์มาด้วยหนึ่งคู่ ส่วนผมพอใจกับบู๊ตส์สไปเดอร์แมนของผมแล้ว :)

นอกจากร้านรองเท้าให้แด้ดดี้ ร้านเสื้อให้มามี้ ก็มีร้านดิสนีย์ให้ผมกับน้องด้วย

และผมก็ได้มาส์คทองคำมาอีกอัน เพราะอันเดิมที่ซื้อไป ผมใส่แล้วแพ้ หน้าบวมไปหมด

แถมมีเครื่องแก้วน่ารัก ให้ดูเรื่อยๆ

 พวกเราเลือกเอาปลาทองในถุงแก้วกลับมาสองตัว และก็กรอบรูปจากเกาะแก้ว Murano มาหนึ่งกรอบ

และก็ร้านศิลปะ ที่เจ้าของร้านวาดเอง วาดสวยมากๆ มีมิติ สีสวย แถมเจ้าของร้านนิสัยดีมากๆ พวกผมเกือบจะยกเลิกเที่ยวบินไปเมืองถัดไป เพราะจะกลับไปซื้อรูปร้านนี้ ซะแล้ว

 

ย่านให้เดินเยอะจริงๆ มีคลองกว่า 150 คลองลัดเลาะไปทั่วเมือง ไม่ต้องกลัวหลงทางเลย เพราะยิ่งหลงยิ่งสวย

ย่าน Dorsoduro มีร้าน Gelato ดัง อยู่ที่ Campo San Barnaba อร่อยดีนะครับ ร้าน GROM

และก็มี Zattere เป็นท่าน้ำโล่งและเดินทอดน่องได้ยาวเลยครับ มองเห็นโรงแรม Hilton Molino Stucky ซึ่งเป็นโรงโม่แป้งเก่า เอามาทำใหม่ สวยทั้งในและนอกเลยครับ

ฝีมือการถ่ายภาพของผมเองคร้าบ

คราวที่แล้วเราเคยมาพักที่ Hilton Molino Stucky นี่แหละ โชคดีได้อัพเกรดเป็นห้องวิวสวยในฝัน

วิวราชินีแห่งทะเลเอเดรียติก

ย่านโปรดของมามี้ผมคือ Cannaregio ซึ่งแต่เดิมเป็นย่านคนยิว ปัจจุบันริมน้ำเงียบสงบ สวยมากๆ มีถนนคนเดิน Strada Nova ที่สวยสุดๆและช้อปสนุกมากมาย

 

Rialto Bridge ก็เดินสนุก ผมได้พินอคคิโอทำจากไม้ กลับมาหนึ่งตัว ราคา 15 ยูโร แต่คุณภาพดีมากๆ

และก็ตอนเย็นๆ มาเดินที่ Riva Degli Schiavoni ดู​ Bridge of Sighs ที่นักโทษต้องถอนหายใจ เฮ้อ… ก่อนจะเดินไปเข้าห้องขัง

ตรงนี้ก็บรรยากาศหลุดโลกสุดยอดเลยครับ แด้ดดี้มามี้ผมบอกว่า โรแมนติคมาก ยิ่งสมัยเพิ่งแต่งงาน ยิ่งโรแมนติค อิิอิอิ

พวกเรา เดินๆ กินๆ เที่ยวๆ ช้อปๆ เผลอแป๊บเดียว ผ่านไป 4 คืน พวกเราต้องบ๊ายบายเวนิสซะแล้ว…

… เวนิสคือเมืองที่มาแล้วต้องกลับมาเยี่ยมเยือนกันบ่อยๆ แด้ดดี้มามี้ผม มายุโรปทีไร เป็นต้องกลับมาหาเวนิสเป็นครั้งที่ 4 แล้ว…

คนที่ชอบพักผ่อนโรแมนติค เดินเล่นสบายๆ ทั้งผู้ใหญ่และเด็ก สามารถอยู่เวนิสได้เป็นอาทิตย์ ไม่มีเบื่อแน่นอน

 บรรยากาศห้องเรา เหมือนอยู่ในถ้ำดีนะครับ

เช้าวันนี้ พวกเราจ้องมองมหานครกลางน้ำที่สวยงามและเต็มไปด้วยสเน่ห์สุดแสนจะโรแมนติกของยุโรป โบกมือบาย ก่อนจะขึ้น Water Taxi ที่มารับเราจาก Ca’ Del Fontego ไปยังสนามบิน Marco Polo ของเวนิส (ขากลับนี่ได้อารมณ์เจมส์ บอนด์ ใช้ได้เลย)

มุ่งสู่… Marseille หรือ Geneva … พ่อแม่ผมยังไม่ได้ตัดสินใจเลยครับ!!!

 

This entry was posted in Blog ภาษาไทย, English, Travel ท่องเที่ยว. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>